Get Adobe Flash player

งานบุญเดือนสิบ

งานบุญเดือนสิบ

Picture 002                  Picture 029

"ประเพณีทำบุญเดือน  ๑๐  ชาวพัทลุงและชาวภาคใต้ทั่วไปเรียกว่า  “วันชิงเปรต”  หรือ  “ประเพณีชิงเปรต”  แต่ทางภาคกลางเรียกว่า  “วันสารท”  หรือ  “ประเพณีวันสารทไทย”  เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เปตชนหรือบิดามารดา  ปู่ย่า  ตายาย  ที่ล่วงลับไปแล้วตามคติความเชื่อของชาวบ้านทั่วไป  โดยการทำบุญบริจาคทานถวายพระภิกษุสงฆ์เป็นการอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตาย

"""""""""""ประเพณีนี้น่าจะเป็นประเพณีที่สืบเนื่องมาจากคติทางศาสนาพราหมณ์ที่เรียกว่า  “พิธีศราทธะ”  หรือ  “เปตพลี”  จัดขึ้นเพื่อทำบุญอุทิศแก่ผู้ตาย  เป็นพิธีเซ่นให้เปตชนได้กินได้ใช้  คือ  นำข้าวปลาอาหารมาเซ่นให้ผู้ตายได้กิน  ประเพณีนี้เกิดมาก่อนพุทธกาลครั้นถึงสมัยพุทธกาลพระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นว่าประเพณีดังกล่าวมีคุณค่าควรแก่การรักษาไว้  จึงทรงอนุญาตให้อุบาสกอุบาสิกาถือปฏิบัติต่อไป  กำหนดเวลาทำบุญเดือน  ๑๐  ไว้  ๒  ครั้ง  คือ  วันแรม  ๑  ค่ำ  เดือน  ๑๐  และวันแรม  ๑๕  ค่ำ  เดือน  ๑๐  ชาวบ้านมีความเชื่อกันว่าวันแรม  ๑  ค่า  เป็นวันที่ยมบาลปล่อยให้เปตชนขึ้นมาเยี่ยมลูกหลานในเมืองมนุษย์  บุตรหลานจะเป็นผู้ทำบุญเลี้ยงต้อนรับครั้งหนึ่ง  เรียกว่า  “ทำบุญเดือน  ๑๐  แรก”  เมื่อถึงวันแรม  ๑๕  ค่ำ  เป็นวันที่เปตชนจะต้องกลับยมโลก  บุตรหลานจะทำบุญเลี้ยงส่งอีกครั้งหนึ่ง  พร้อมกับส่งสิ่งของให้นำติดตัวกลับไปด้วย  เช่น  ขนมที่เก็บกินได้นาน ๆ  หอม  กระเทียม  เป็นต้น

""""""""""การเตรียมสิ่งของทำบุญ ก่อนถึงวันทำบุญเดือน ๑๐ ประมาณ ๒–๓ วัน ชาวบ้านพัทลุงจะเตรียมทำขนมที่จะนำไปวัดและแจกจ่ายแก่คนเฒ่าคนแก่  ญาติมิตรได้แก่

  1. ขนมลา  มีความหมายใช้แทนเสื้อผ้าที่ใช้อุทิศให้เปตชน  หรือ  บางท่านเชื่อว่าเส้นของลาเล็ก ๆ  ทำให้เปรตกินได้  เพราะเชื่อว่าเปรตมีปากเท่ารูเข็ม  ขนมลา มี  ๒  ชนิด  คือ  ลาเช็ดกับ  ลาลอยมัน
  2. ขนมพองหรือข้าวพอง  มีความหมายใช้แทนเป็นเครื่องประดับมีสีสันสวยงาม
  3. ขนมเปซำหรือขนมเจาะหู  มีความหมายใช้แทนเงินทองเพราะมีลักษณะกลมเจาะรูตรงกลางคล้ายกับเงินสตางค์ที่มีรูตรงกลาง  ซึ่งใช้กันในสมัยก่อน
  4. ขนมบ้า  มีความหมายแทนเงินเหรียญเพราะมีลักษณะเป็นแผ่นกลมคล้ายเงินเหรียญ
  5. ขนมเทียน  มีความหมายใช้แทนหมอน  ๒  ชนิด  คือ  ชนิดไม่สอดไส้และชนิดสอดไส้

"""""""""""นอกจากนี้ยังมีข้าวสาร  กะปิ  น้ำตาล  พริก  กระเทียม  ปลาเค็ม  เป็นต้น  ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพโดยการจัดขนมและสิ่งของอื่น ๆ  ใส่สำรับหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า  “หมฺรับ”  ขนาดเล็กใหญ่ตามฐานะของผู้ทำบุญ

"""""""""""การทำบุญ  เมื่อจัดเตรียมข้าวของเรียบร้อยแล้ว  ก็จะพาไปรวมที่วัดจัดอาหารถวายพระสงฆ์แล้ว  ก็จะนำหมฺรับมารวมกัน  นำสายสิญจน์มาวงรอบสิ่งของต่อไปถึงพระสงฆ์  ในบางแห่งอาจจัดทำขึ้นเป็นร้านเรียกว่า  “ร้านเปรต”  สร้างให้สูงพอสมควร  เพื่อให้ทุกคนได้นำขนมไปวางได้สะดวก  นอกจากนี้   ผู้มาทำบุญจะนำเอาอัฐิของญาติมิตรมารวมเข้ากับพิธี  เพื่อแผ่ส่วนกุศลไปยังเจ้าของอัฐิที่ล่วงลับไปแล้ว  ถ้าไม่มีอัฐิก็จะเขียนชื่อในกระดาษรวมลงไปในการบังสุกุล  ชาวบ้านจะกรวดน้ำ  อุทิศไปยังบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วไปแล้ว  เมื่อเสร็จพิธีเก็บสายสิญจน์  จากนั้น  หนุ่ม  สาว  เฒ่าแก่  และเด็ก  จะเฮโลกันเข้าไปแย่งขนมที่ตั้งเปรตเอาไว้เป็นที่สนุกสนาน  โดยเฉพาะพวกเด็ก ๆ  ส่วนคนเฒ่าคนแก่นั้น  เชื่อว่าการกินอาหารและขนมที่ใช้ในพิธีบูชาหรือ เซ่นไหว้  ปู่  ย่า  ตา  ยาย  เสร็จแล้วนั้นจะได้กุศลแรง  เป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวอย่างยิ่งและยังเชื่อต่อไปอีกว่า  หากขนมเหล่านี้โดยเฉพาะขนมเทียนถ้านำไปติดตามต้นไม้  เช่น  มะม่วง  ชมพู่  เป็นต้น  จะให้ผลดก  เพื่อความสนุกสนาน  บางแห่งอาจจะตั้งร้านเปรตให้สูง  โดยใช้ไม้หลา  ชะโอน  (หลาโอน)  หรือไม้หมากทำเป็นเสาเพียงเสาเดียว  ขูดผิวจนลื่นทาด้วยน้ำมันมะพร้าวหรือใส่ภาชนะแขวนไว้ข้างบนให้น้ำมันย้อยลงมา  คนที่ปีนหรือปรับขึ้นไปจะแข่งขันกันขึ้นไปแย่งขนมก็จะทำได้ด้วยความยากลำบากอาจจะพลัดตกลงมาเป็นที่สนุกสนาน  ในการนี้ชาวบ้านที่มีฐานะดีอาจจะให้ทานแก่คนที่ร่วมทำบุญ  โดยเฉพาะเด็ก ๆ  ด้วยการโอยทาน  หรือที่เรียกว่า  “หว่านกัมพฤกษ์”  ชาวปักษ์ใต้เรียกว่า  “หว่านกำพริก”  คือเอาสตางค์หรือเงินเหรียญโยนขึ้นไป ในอากาศ แล้วให้คนแย่งชิงกัน

"""""""""""นอกจากจะทำพิธีในวัดแล้ว  ชาวบ้านยังมีความเชื่อว่า  เปรตบางจำพวกมีบาปหนาเข้าวัดไม่ได้  จึงนำขนมและข้าวของอีกส่วนหนึ่ง  ไปตั้งเปรตกันนอกวัดอีกครั้งหนึ่ง  คนเฒ่าคนแก่ก็กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้บรรพชนเสร็จแล้วจะมีการแย่งชิงขนมกันอีก  จึงเรียกประเพณีนี้ว่า  “ชิงเปรต”  

"""""""""""ประเพณีทำบุญเดือน  ๑๐  หรือประเพณีชิงเปรตนี้  ชาวจังหวัดพัทลุงถือปฏิบัติมาแต่โบราณ  เป็นประเพณีที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง  ที่ยังคงปฏิบัติกันมาจนถึงทุกวันนี้  ชาวจังหวัดพัทลุงที่ไปทำงานอยู่ในจังหวัดอื่นเมื่อถึงกำหนดทำบุญเดือน  ๑๐  ทุกคนจะกลับมาร่วมทำบุญที่บ้าน  เป็นการส่งเสริมความผูกพันระหว่างครอบครัวและญาติพี่น้อง  และยังเป็นการรำลึกถึงบุญคุณของบุพการีแม้จะล่วงลับไปแล้ว  เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที  ซึ่งควรค่าแก่การอนุรักษ์ให้คงอยู่ในสังคมสืบไป 

"""""""""""ประเพณีชิงเปรต
  หรือประเพณีวันสารท  ในจังหวัดพัทลุง  มีปีละ  ๒  ครั้ง  คือเดือน  ๑๐  แรม  ๑  ค่ำ  ครั้งหนึ่ง  และเดือน  ๑๐  แรม  ๑๕  ค่ำ  (วันดับ)  อีกครั้งหนึ่ง  ชาวบ้านโดยทั่วไปเชื่อว่าเป็นวันที่  ปู่  ย่า  ตา  ยาย  ตลอดจนพี่น้องที่ตายไปผู้ที่ทำบาปไว้มากจะตกนรก  เมื่อถึงเดือน  ๑๐  แรม  ๑  ค่ำ  พระยายมจะปล่อยเปรตขึ้นไปพบญาติพี่น้องในเมืองมนุษย์  ชาวบ้านจะร่วมกันไปทำบุญตักบาตรที่วัด  และในเดือน  ๑๐  แรม  ๑๕  ค่ำ  ก็จะทำบุญอีกครั้งหนึ่ง  เพื่อส่งเปรตกลับเมืองนรก  ขนมที่ใช้ทำบุญในวันดังกล่าว  ได้แก่  ขนมบ้า  ลา  พอง  ขนมเมซำ  (ขนมหูทะลุ)  ขนมเทียน  ขนมด้วง  เพื่อถวายพระ  บางครั้งใส่ร่วมกันเป็นภาชนะใหญ่ ๆ  เรียกว่า  สำรับหรือ  “หมฺรับ”        แล้วเอาขนมส่วนหนึ่งไปวางไว้หน้าวัดเพื่อให้ทานเรียกว่า  “ตั้งเปรต”  เป็นการแผ่กุศลให้ผู้ตาย  หลังจากนั้นก็มีการชิงเปรตทั้งหญิงชายเฒ่าแก่ก็แย่งขนมนั้นมาเป็นของตน  ซึ่งถือว่าเป็นการกินขนมที่เหลือจากปู่  ย่า  ตา  ยาย  เป็นการได้บุญอีกโสดหนึ่ง  บางแห่งเพื่อการสนุกมีการตั้งร้านเปรตไว้สูง  เช่น วางไว้บนยอดเสาไม้สูง ๆ  รอบเสาทาน้ำมันให้ลื่นแล้วให้เด็ก ๆ ปีนขึ้นไปเก็บขนมเป็นที่สนุกสนาน

Picture 169              Picture 184

Picture 235                      Picture 179